วัดฟะยัซเตเป (Fayaz-tepa) ประเทศอุซเบกิสถาน อายุกว่า 2000 ปี
“ตามรอยพระพุทธศาสนาในอุซเบกิสถาน: วัดฟะยัซเตเป เมืองเตอร์เมซ”
เมืองเตอร์เมซ (Termez หรือ Termiz) ประเทศอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) ในเอเชียกลาง (Central Asia) เดิมคือดินแดนทางตอนเหนือของแบคเตรีย (Northern Bactria) อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม (Silk Road) เส้นทางที่มีความสำคัญยิ่งต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจากอินเดียไปยังเอเชียและยุโรปในอดีต แม้ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ในเตอร์เมซจะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวโยงกับพระพุทธศาสนาในยุคต้นก็ยังคงอยู่ ดังที่มีการค้นพบหลักฐานโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาในเขตแอร์แตม (Airtam) กะระเตเป (kara-tepe) ดัลเวอร์ซินเตเป (Dalverzin-tepe) ซูร์มะระ (Zurmara) และฟะยัซเตเป (Fayaz-tepe) เป็นต้น

โดยเฉพาะที่วัดฟะยัซเตเป (หรือฟะยัซเตปา Fayaz-tepa) พบว่ามีหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรมในพระพุทธศาสนาที่ค่อนข้างสมบูรณ์กว่าในเขตพื้นที่อื่นๆของเตอร์เมซปรากฏอยู่ ดังนั้นผู้เขียนจึงขอนำเสนอประวัติความเป็นมา และลักษณะทางสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรมของวัดดังกล่าวในบทความนี้ ส่วนร่องรอยทางพระพุทธศาสนาในพื้นที่อื่นๆของเตอร์เมซนั้นคงจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป

เมืองเตอร์เมซ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มตะกอนริมน้ำ ณ บริเวณที่แม่น้ำอมูดาร์ยะ (Amu Darya River) และสุรขันดาร์ยะ (Surkhan Darya River) มาบรรจบกัน ซึ่งก็คงเหมือนแหล่งอารยธรรมที่สำคัญอื่นๆทั่วไปที่มักจะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำสายสำคัญๆเพื่อความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวัน การประมง เกษตรกรรม การคมนาคมและการค้าขายทางน้ำเป็นต้น โดยเฉพาะแม่น้ำอมูดาร์ยะซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักในเอเชียกลางที่มีต้นกำเนิดและไหลมาจากประเทศอัฟกานิสถาน (Afghanistan) นั้นได้ไหลผ่านเมืองเตอร์เมซด้วย ส่งผลให้เตอร์เมซในอดีตกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม กล่าวคือเหล่าพ่อค้าวาณิชย์ นักบวชหรือนักสอนศาสนาได้ใช้เส้นทางน้ำจากฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแม่น้ำอมูดาร์ยะซึ่งอยู่ในดินแดนของเตอร์เมซเป็นเส้นทางสายไหมทางใต้ที่จะเดินทางต่อไปยังทิศตะวันตกสู่ทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เชื่อมต่อระหว่างยุโรปกับเอเชีย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่มีการค้นพบร่องรอยสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ทั้งในด้านสังคมและศาสนาในดินแดนแห่งนี้ จากการพบป้อมปราการโบราณตามแบบวัฒนธรรมผสมผสานของกรีกและแบคเตรีย (Graeco-Bactrian style) ราวพุทธศตวรรษที่ 3-4 (ราว 250-140 ปีก่อนคริสตศักราช) ในเตอร์เมซ1 และบันทึกทางประวัติศาสตร์ถึงการบุกเข้ามายึดครองดินแดนในเอเชียกลางอันรวมถึงแบคเตรียของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (The Great King Alexander) ราวพุทธศตวรรษที่ 2 (ราว 334-323 ปีก่อนคริสตศักราช)2 ก็ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเตอร์เมซหรือดินแดนทางตอนเหนือของแบคเตรียนี้อาจเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญซึ่งเคยถูกยึดครองโดยพวกกรีกหรือเคยรับเอาวัฒนธรรมของกรีกเข้ามาประยุกต์ใช้ และจากการที่ดินแดนแห่งนี้เป็นทางผ่านหนึ่งของเส้นทางสายไหม เตอร์เมซในอดีตจึงน่าจะเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของแบคเตรียอีกแห่งหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนทางวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้คนในสมัยนั้น

ในด้านร่องรอยของพระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ พบว่ามีหลักฐานด้านสถาปัตกรรมและปฏิมากรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่หลายแห่งในเมืองเตอร์เมซ ซึ่งในปี พ.ศ. 2511 คนเลี้ยงแกะได้พบชิ้นส่วนรูปปั้นซึ่งอยู่ห่างจากป้อมปราการเมืองไปทางทิศเหนือ 3 กิโลเมตรอันเป็นจุดชมวิวของแม่น้ำอมูดาร์ยะ โดยคาดว่าสถานที่แห่งนั้นน่าจะเป็นเขตเมืองเก่า และเก้าปีหลังจากนั้น คือในปีพ.ศ. 2520 จึงได้เริ่มทำการขุดค้นโดยทีมโบราณคดีของอุสเบกิสถาน มีคุณอัลบวม (L.I. Albaum) เป็นหัวหน้าทีมสำรวจและขุดค้นในบริเวณดังกล่าว3 จึงทำให้ทราบว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นวัดทางพระพุทธศาสนาและเรียกกันว่าวัดฟะยัซเตเป ซึ่งคงจะเรียกตามชื่อเขตพื้นที่เนินเขาที่วัดโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ (tepe ในภาษาเตอร์กิชหมายถึงเนินเขา) หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบนั้นมีทั้งซากตึกซากกำแพงวัดที่ก่อสร้างด้วยอิฐที่ทำจากโคลนและตากให้แห้งด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์และคานไม้ พระสถูป ปฏิมากรรมพระพุทธรูป พระโพธสัตว์ เครื่องใช้เครื่องประดับและประติมากรรมอื่นๆซึ่งมีลักษณะผสมผสานของศิลปะกรีกและแบค-เตรีย จากนั้นในปี 2542 จึงเริ่มมีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ให้มีลักษณะที่คงเดิมให้มากที่สุดเพื่อการยืดอายุและอนุรักษณ์มรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมของโลกสืบไป โดยความร่วมมือของรัฐบาลญี่ปุ่น องค์กรยูเนสโก (UNESCO: United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) และกระทรวงสภาวัฒนธรรมและอนุสรณ์สถานของอุสเบกิสถาน (Ministry of Cultural Board and Monuments, Uzbekistan)4



ภาพรวมของวัดแห่งนี้มีโครงสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทอดยาวเป็นแนวตรงจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นตัววัดเดิมและพระสถูปองค์เก่า (first phase) กับส่วนของวัดอีกสองส่วนที่สร้างเพิ่มขึ้นมาในภายหลังพร้อมกับพระสถูปอีกองค์ (second phase) ส่วนของตัววัดเดิมนั้นมีโครงสร้างโดยรวมเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ตรงกลางปล่อยเป็นลานกว้างและสร้างตัวอาคารที่พักอาศัยอยู่รอบๆลานนั้น โดยมีพระสถูปองค์เก่าอยู่ด้านหน้าของตัววัดเดิม5 ลักษณะของพระสถูปที่ค้นพบนี้เป็นพระสถูปองค์เก่าทรงโดมสูง ส่วนบนสุดโค้งมนเหมือนลูกโลก บางส่วนขององค์สถูปยังคงมีสีขาวซึ่งคงเป็นสีพื้นหลักของตัวสถูป ร่องรอยของรูปธรรมจักรสีแดงสามรูปและรูปดอกบัวที่ประดับตกแต่งพระสถูปปรากฏอยู่ มาริลิน มาร์ติน รีห์ (Marylin Martin Rhie) เห็นว่าพระสถูปองค์นี้ไม่น่าจะอยู่ในยุคสมัยเดียวกับพระสถูปเก่าแก่สององค์ที่มิราน (Miran) ซึ่งสร้างขึ้นราวๆพุทธศตวรรษที่ 8 (ราวคริสตศตวรรษที่ 3) แต่น่าจะมีอายุในช่วงสมัยเดียวกันกับพระสถูปจากถ้ำอชันตา (Ajantā) และพระสถูปจากถ้ำการ์เล (Karle) คือราวพุทธศตวรรษที่ 5 (ราว 50 ปีก่อนคริสตศักราช) เพราะมีลักษณะของรูปทรงสถูปที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ มาร์ติน รีห์ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่ายกพื้นและบันไดทั้งสี่มุมขององค์สถูปนั้นน่าจะต่อเติมขึ้นในภายหลัง โดยวัดฟะยัซเตเปแห่งนี้อาจเป็นของคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาทมาก่อนในช่วงต้น และพระสถูปองค์นี้ก็อาจจะสร้างเป็นรูปทรงโดมกลมเกลี้ยงอย่างเรียบง่ายมาก่อน แต่ต่อมาภายหลังคือราวพุทธศตวรรษที่ 5-8 (คริสตศตวรรษที่ 1-3) วัดนี้อาจตกทอดมาสู่คณะสงฆ์นิกายมหายาน โดยสังเกตได้จากที่วัดแห่งนี้มีการต่อเติมให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมีตัวอาคารและสิ่งปลูกสร้างมากขึ้นถึงสองส่วนและตัวพระสถูปเองก็มีการสร้างยกพื้นล้อมรอบพร้อมกับสร้างบันไดขึ้นลงทั้งสี่ด้าน6 อย่างไรก็ตามทางทีมขุดค้นและบูรณปฏิสังขรณ์ไตรภาคี (รัฐบาลญี่ปุ่น ยูเนสโก และกระทรวงวัฒนธรรมฯของอุซเบกิสถาน) สันนิษฐานว่าวัดพุทธแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ราชวงศ์กุษาณะ (Kushan kings) คือราวพุทธศตวรรษที่ 5-87 แต่หากจะพิจารณาลักษณะความเรียบง่ายที่ไม่มีปฏิมากรรมใดๆแกะสลักบนตัวสถูปทรงโดมแล้วจะเห็นว่าพระสถูปนี้มีความใกล้เคียงกับพระสถูปในถ้ำภาชา (Bhājā) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 4 (มากกว่า 160 ปีก่อนคริสตศักราช)8 และพระสถูปที่ถ้ำกุดา (Kudā) ซึ่งสร้างขึ้นราวช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 6 (ราวช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 1)9 มากกว่าลักษณะของพระสถูปในถ้ำอชันตา ดังนั้นพระสถูปที่วัดฟะยัซเตเปนี้อาจมีอายุที่เก่าแก่ไปถึงราวพุทธศตวรรษที่ 4 ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในดินแดนทางตอนเหนือของแบคเตรียอันรวมถึงดินแดนของเตอร์เมซในปัจจุบันได้มีชาวพุทธเถรวาทอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว ทั้งนี้เพราะมีบันทึกในตำราทางพระพุทธศาสนาว่าพระเจ้าอโศกฯได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังพวกโยนก (Yavanas หรือ Ionian Greeks) คันธาระและแคชเมียร์ด้วย นอกจากนี้บันทึกบนเสาหินหลักที่ 13 ของพระเจ้าอโศกฯยังบอกว่าพระพุทธศาสนาในยุคนั้นเผยแผ่ออกไปไกลถึงซีเรีย อียิปต์ ดินแดนของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ และแอฟริกาเหนือเป็นต้น และชื่อของชาวโยนกบางท่านยังถูกบันทึกไว้บนเสาหลักนี้ด้วย10 ปัจจุบันพระสถูปนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เพื่อให้คงอยู่ยาวนานสืบไปด้วยการที่คณะขุดค้นและบูรณปฏิสังขรณ์ไตรภาคีได้สร้างสิ่งปลูกสร้างทรงโดมซึ่งมีลักษณะเหมือนกับองค์สถูปแทบทุกประการครอบพระสถูปเก่าแก่นี้เอาไว้

นอกจากการค้นพบองค์พระสถูปที่วัดฟะยัซเตเปแห่งนี้แล้ว ปฏิมากรรมนูนสูงอย่างพระพุทธรูปปางสมาธิพร้อมกับพระสาวกสองรูปขนาบซ้ายขวา พระโพธิสัตว์ ภาพวาดฝาผนัง ชิ้นส่วนประติมากรรมยิปซัม ปูนปั้น เซรามิก และดินเผาทั้งที่เป็นรูปมนุษย์หรือเทวาและสัตว์ต่างๆ เครื่องใช้เครื่องประดับ และอ่างหินซึ่งยังคงมีร่องรอยการประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมนูนสูงหัวสิงโต รวมทั้งเหรียญตรากษัตริย์ต่างๆเช่นพระเจ้ากีเลียกละ (Geliokla) วิมะกัดฟิซะ (Vima Kadfiza) กนิษกะ (Kaniṣka) ขุวิษกะ (Khuviṣka) วสุเทว์ (Vasudev) และกษัตริย์อื่นๆก็ยังถูกค้นพบที่นี่ โดยพระพุทธรูปปางสมาธิพร้อมกับพระสาวกสองรูปขนาบซ้ายขวานั้นเป็นปฏิมากรรมนูนสูง มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับศิลปะคันธาระคือใบหน้ามีลักษณะผสมผสานระหว่างความเป็นกรีกและอินเดีย พระวรกายดูเข้มแข็งมีความเป็นบุรุษเพศไม่อ้อนแอ้น ซึ่งศิลปินผู้ปั้นคงจะพยายามสื่อถึงลักษณะกายมหาบุรุษของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในตำราทางพระพุทธศาสนาให้ได้มากที่สุด พระพุทธรูปนี้นุ่งห่มจีวรแบบคลุมไหล่ โดยศิลปินได้ออกแบบให้จีวรนั้นแนบบางไปกับพระวรกาย มีริ้วจีวรที่ละเอียดด้วยเส้นนูนขนาดเล็กซึ่งแตกต่างไปจากลักษณะริ้วจีวรของพระพุทธรูปคันธาระที่มีขนาดใหญ่กว่า พระพุทธรูปนี้ประทับอยู่ในท่าปางสมาธิซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นด้วยการวางมืออย่างเป็นแบบแผนคือวางมือขวาทับมือซ้ายและให้ส่วนปลายของนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างจรดกันพอดี เป็นที่น่าสงเกตว่าลักษณะการวางมือในท่าปางสมาธิของพระพุทธรูปคันธาระหรือพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะคันธาระย่างพระพุทธรูปองค์นี้มีการวางมือในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่นจะวางมือขวาบนมือซ้ายแบบหลวมๆ ปล่อยให้ฝ่ามือเกยกันไปตามธรรมชาติ ซึ่งให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายๆ กับที่เป็นแบบแผนคือมือขวาทับมือซ้าย ปลายนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายจรดกันพอดีกับปลายนิ้วชี้ข้างขวาอย่างที่พบในพระพุทธรูปคันธาระที่มิวเซียมมาดราส เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย หรือมือขวาทับมือซ้ายแล้วปลายของนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างจรดกันพอดีอย่างพระพุทธรูปแกะสลักองค์นี้ของวัดฟะยัซเตเป เป็นต้น อาจเป็นไปได้ว่ารูปแบบของการวางมือของพระพุทธปฏิมากรที่แตกต่างกันนี้เป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมการปฏิบัติสมาธิของแต่และวัดหรือแต่ละนิกายในพระพุทธศาสนาสมัยนั้น หรือหากเป็นลักษณะที่ออกแบบโดยตัวศิลปินเอง ก็เป็นที่น่าสนใจว่า อะไรคือแรงบันดาลใจหรืออิทธิพลที่มีต่อศิลปิน ในการออกแบบรูปแบบการวางมือในการปฏิบัติสมาธิ ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งๆที่เป็นศิลปะในสกุลคันธาระเช่นกัน สิ่งนี้จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีการศึกษาวิจัยต่อไป นอกจากความโดดเด่นที่ตัวของพระพุทธรูปแกะสลักนี้แล้วองค์ประกอบของปฏิมากรรมอย่างรัศมีรอบพระเศียรของพระพุทธรูปก็ยังมีลักษณะที่เฉพาะ นั่นคือแผ่นหินถูกแกะสลักเป็นก้านพระศรีมหาโพธิ์พร้อมใบ ซ้อนกันสองชั้นโค้งนูนขึ้นด้านบนและโค้งนูนออกด้านข้าง ก่อให้เกิดเป็นช่องวงกลมที่เปรียบเป็นพระรัศมี ส่วนก้านและใบพระศรีมหาโพธิ์ก็เปรียบเสมือนรัศมีที่เปล่งออกมาจากพระรัศมีวงกลมนั้น มองดูอ่อนช้อยงดงาม ซึ่งคงจะเป็นลักษณะเฉพาะที่ออกแบบโดยศิลปินในท้องถิ่นของเขตทางเหนือของแบคเตรีย พระสาวกทั้งสองนุ่งห่มจีวรที่เสมือนมีเนื้อบางเบาและมีริ้วละเอียดอ่อนแบบคลุมไหล่ซ้ายแต่เปลือยไหล่ขวา มือทั้งสองข้างที่ขาดหายไปของแต่ละรูป น่าจะอยู่ในท่าประนมมือแสดงความเคารพนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ส่วนรูปปั้นยืนใบหน้ากรีกที่มีสร้อยคอ กำไลต้นแขน และเข็มขัดเป็นรูปคล้ายๆกับกงจักรขนาดเล็ก แสดงมือในท่าปางประทานอภัย ท่อนลางนุ่งห่มโสร่งแต่เปลือยกายท่อนบนนั้น ทางทีมขุดค้นและบูรณปฏิสังขรณ์ไตรภาคีแนะนำว่าเป็นพระพุทธรูปอีกแบบหนึ่งของวัดแห่งนี้11 อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่ารูปปั้นนี้น่าจะเป็นรูปเหมือนพระโพธิสัตว์มากกว่า ทั้งนี้เพราะพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะคันธาระนั้นจะนุ่งห่มจีวรแบบห่มคลุมหรือห่มเฉียง โดยจีวรจะคลุมร่างกายทั้งท่อนบนและล่าง ไม่สวมเครื่องประดับและไม่ใส่รองเท้า มีความเรียบง่ายตามแบบของนักบวช แต่รูปปั้นดังกล่าวนี้นอกจากจะสวมเครื่องประดับแล้วยังสวมรองเท้าที่มีสายร้อยขึ้นไปถึงข้อเท้าย่างสวยงาม นุ่งห่มเฉพาะส่วนล่างซึ่งดูยังไม่เรียบร้อยสันโดษมากพออย่างเพศบรรพชิต ส่วนการวางมือแบบปางประทานอภัยไม่ถืออาวุธนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเมตตากรุณาซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั้งในพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ดังนั้นรูปปั้นนี้จึงไม่ใช่รูปเหมือนของพระพุทธเจ้า พระราชา หรือเทวดาแต่น่าจะเป็นรูปเหมือนของพระโพธิสัตว์นั่นเอง


ส่วนภาพวาดพระพุทธรูปบนฝาผนังนั้นมีลักษณะของใบหน้าคล้ายกับชาวจีนหรือมองโกเลีย มีคิ้วเรียวเล็ก หว่างคิ้วจรดกันเป็นรูปปีกกาเหมือนกับคิ้วของพระโพธิสัตว์ ภาพวาดฝาผนังที่ถ้ำอชันตา ดวงตาเล็กรี ริมฝีปากบาง และแก้มที่อวบและค่อนข้างอิ่มเต็ม นุ่งห่มจีวรแบบหุ่มคลุมทั้งสองไหล่ จีวรเป็นสีส้มแดงอิฐ ภาพวาดบนฝาผนังนี้คงได้รับอิทธิพลจากภาพวาดฝาผนังของอชันตาและตุนหวง (Dunhuang) และอาจวาดขึ้นราวช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-11 (ราวคริสตศตวรรษที่ 4-6) โดยฝ่ายมหายาน และสิ่งนี้อาจเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ช่วยยืนยันว่าวัดแห่งนี้ได้รับการบริหารและจัดการโดยคณะสงฆ์มหายานภายหลังจากที่ฝ่ายเถรวาทหมดความสำคัญหรือเสื่อมถอยจากพื้นที่แห่งนี้แล้ว ส่วนเหรียญตราของกษัตริย์ต่างๆและทองคำที่ค้นพบอาจเป็นของมีค่าที่ใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนทางการค้าหรือของสำคัญในสมัยนั้นที่ชาวพุทธได้นำมาบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์เพื่อเป็นพุทธบูชาหรือบูชาคุณแด่พระรัตนตรัยอย่างที่ชาวพุทธในประเทศไทยปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่

กล่าวโดยสรุปคือจากตำราทางพระพุทธศาสนาและจารึกของพระเจ้าอโศกฯ ดินแดนของเตอร์เมซในอดีตอาจเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่พระพุทธศาสนาในยุคของพระเจ้าอโศกฯได้เผยแผ่มาถึง ส่วนของวัดฟะยัซเตเปและพระสถูปในเฟสแรกอาจสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยฝ่ายเถรวาทเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 4 คือมีมาก่อน 160 ปีก่อนคริสตศักราช จากนั้นในช่วงหลังมหายานอาจเข้ามาเจริญรุ่งเรืองแทนที่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 5-11 พระโพธิสัตว์ ภาพวาดฝาผนัง พื้นยกสูง บันไดทั้งสี่ด้าน ภาพธรรมจักร และดอกบัวบนเจดีย์อาจเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาในช่วงเฟสที่สองซึ่งเป็นของฝ่ายมหายาน และเป็นที่น่าสังเกตว่าพระสถูปทรงโดมโค้งมนนั้นเป็นรูปแบบดั้งเดิมเก่าแก่ที่นิยมสร้างกันอย่างแพร่หลายในดินแดนของอินเดียที่พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปถึงซึ่งก็รวมทั้งดินแดนของเอเชียกลางในปัจจุบันอย่างเตอร์เมซ เป็นต้น นอกจากนี้ในประเทศศรีลังกา สถูปเจดีย์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยอนุราธปุระก็ล้วนแล้วแต่เป็นทรงโดม ส่วนพระปฐมเจดีย์ทรงระฆังคว่ำของประเทศไทยในปัจจุบันนั้น ก็ยังมีการสันนิษฐานกันว่าเป็นพระเจดีย์องค์แรกในสุวรรณภูมิและสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าอโศกฯได้ส่งสมณทูตคือพระโสณะและพระอุตตระเถระ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ และมีการอ้างอิงว่ารูปทรงดั้งเดิมขององค์พระปฐมเจดีย์นั้นเป็นทรงกลมแบบสาญจี12 ความนิยมในตัวเจดีย์ทรงกลมที่แพร่หลายมาตั้งแต่โบราณกาลนี้แสดงให้เห็นว่าทรงกลมลูกโลกนี้อาจมีความหมายที่สำคัญและลึกซึ้งต่อชาวพุทธ อย่างน้อยก็ในเชิงของจักรวาลวิทยาทางพุทธศาสนา (Buddhist Cosmology) ซึ่งก็นับเป็นเรื่องที่น่าศึกษาวิจัยกันต่อไป
Written by Dr Natpiya saradum
บรรณานุกรม
- Bankar, Amol. “Mahabhojas of Aparanta (Western Coast).” Journal of the Oriental Numismatic Society. Summer 2008, no. 196: 2008, 1-24. Accessed May 3, 2018, https://www.researchgate.net/publication/299337422
- Bapat, P.V. ed. 2500 Years of Buddhism. New Delhi: The Publications Division Ministry of Information and Broadcasting Government of India, 1956.
- Dani, AH. and P. Bernard. “Alexander and His Successors in Central Asia.” 66-67, 71. Accessed May 1, 2018. https://en.unesco.org/silkroad/sites/silkroad/files/knowledge-bank-article/vol_II
- Fergusson, James. History of Indian and Eastern Architecture. Delhi: Low Price Publications, 2012.
- Ministry of Culture-Board of Monuments -UNESCO/Japan FIT. “Fayaz Tepa: Surkhan Darya Region Uzbekistan.” November 2006, 4. Accessed April 26, 2018. httpsf-origin.hypotheses.orgwpcontentblogs.dir1981files2017057755_Fayaz_Tepa.pdf
- Preston, Laurence Wade. “Socio-Economic Basis of Support for the Buddhist Religious Institutions of Western India: Circa 200 B.E. to A.D. 200.” Master Thesis: British University of Columbia, Canada, 1971.
- Rhie, Marylin Martin. Early Buddhist Art of China & Central Asia: Volume One. Leiden. Boston, Brill, 2007.
- Saradum, Natpiya. “Buddhism in Thailand: Interpreting Epigraphy, Sculptures and Architecture with Special Reference to the Davāravatī Period (6th -12th Centuries C.E.).” PhD Thesis, Gautam Buddha University, India, 2017.
Footnotes
- Ministry of Culture-Board of Monuments -UNESCO/Japan FIT, “Fayaz Tepa: Surkhan Darya Region Uzbekistan,” November 2006,4, accessed April 26, 2018, httpsf-origin.hypotheses.orgwp-contentblogs.dir1981files2017057755_Fayaz_Tepa.pdf
- AH. Dani and P. Bernard, “Alexander and His Successors in Central Asia,” 66-67, 71, accessed May 1, 2018, https://en.unesco.org/silkroad/sites/silkroad/files/knowledge-bank-article/vol_II
- Ministry of Culture-Board of Monuments,6, เรื่องเดิม
- เรื่องเดียวกัน
- Marylin Martin Rhie, Early Buddhist Art of China & Central Asia: Volume One (Leiden. Boston, Brill, 2007), p. 191.
- เรื่องเดียวกัน, p.192.
- Ministry of Culture-Board of Monuments,7, เรื่องเดิม
- James Fergusson, History of Indian and Eastern Architecture (Delhi: Low Price Publications, 2012), p.142.
- Laurence Wade Preston, “Socio-Economic Basis of Support for the Buddhist Religious Institutions of Western India: Circa 200 B.E. to A.D. 200,” (Master Thesis: British University of Columbia, Canada, 1971), p. 33.
- P.V. Bapat, ed., 2500 Years of Buddhism (New Delhi: The Publications Division Ministry of Information and Broadcasting Government of India, 1956), p.59.
- Ministry of Culture-Board of Monuments,8, เรื่องเดิม
- Natpiya Saradum, “Buddhism in Thailand: Interpreting Epigraphy, Sculptures and Architecture with Special Reference to the Davāravatī Period (6th -12th Centuries C.E.),” (PhD Thesis, Gautam Buddha University, India, 2017), p. 180.





